Drag Me To Hell [D18] 1

posted on 25 Oct 2010 21:13 by chivas999
 
 
ดวงตาสีรัตติกาลเบิกโพลงขึ้นมาด้วยความตกใจ ตามไรผมและขมับเปียกซึมไปด้วยเหงื่อชื้นที่ไหลระลงมาจนถึงลำคอระหง สองมือบางพยุงส่วนลำตัวให้พิงขึ้นกับหัวเตียง พลางใช้ศรีษะเอนซบกับขอบเหล็กฉลุลายสวยอย่างไร้เรี่ยวแรงก่อนจะเหลือบมอง นาฬิกาโบราณตรงมุมห้อง ซึ่งตีบอกเวลาเที่ยงคืน …..




แสง สีนวลจากพระจันทร์ดวงเด่นสาดเข้ามาทางหน้าต่าง กระทบกับใบหน้างามเยี่ยงสตรีของบุรุษเพียงหนึ่งเดียวในห้องมืดแห่งนี้ ชายหนุ่มผินใบหน้าหนีแสงที่สาดส่องเข้ามาก่อนจะพยุงตัวเองให้ลงจากเตียง เพื่อที่จะรูดผ้าม่านปิดหน้าต่างบานโต แขนผอมบางข้างหนึ่งเท้าเข้ากับพื้นเตียงหนานุ่มเพื่อรองรับน้ำหนัก และแขนอีกพยายามคว้ารถเข็นที่อยู่ข้างเตียง ให้เลื่อนเข้ามาหาตัวเอง ก่อนที่เขาจะพยายามใช้แรงทั้งหมดดันตัวเองลงไปยังที่นั่งในรถเข็นจน สำเร็จ.....




สองมือเรียวจับตรงที่หมุนล้อรถ และค่อยๆเคลื่อนไปช้าๆ ในใจก็นึกไปถึงความฝันเมื่อครู่ ..... อันที่จริงแล้วความฝันแบบนี้มันก็เกิดขึ้นนานมาแล้วตั้งแต่เด็กก่อนที่เขาจะ เดินไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากที่เขาเป็น “คนพิการ” ไปแล้วความฝันนี้ถึงได้หายไป ทิ้งระยะยาวมาถึงสิบกว่าปี จนมาถึงคืนนี้....ที่เขากลับไปฝันถึงผู้ชายคนเดิมที่ไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า นี่อีก.....




มือเรียวเอื้อมไปปลดผ้าลินินสีแดงที่ผูกผ้า ม่านกำมะหยี่สีเดียวกันออกไป และดึงดึงเชือกที่อยู่ข้างๆให้ผ้าม่านผืนใหญ่เลื่อนมาปิดหน้าต่างจนมิด เมื่อแสงจันทร์อันน่ารำคาญที่รบกวนการนอนของเขาได้หายไปแล้ว ความง่วงงุนก็กลับเข้ามาแทนที่ ...... สองมือเรียวค่อยๆหมุนล้อรถเข็นกลับไปหาเตียงช้าๆอย่างคุ้นเคยแม้อยู่ในความ มืด ก่อนจะพยุงตัวเองและล้มลงไปยังที่นอนหนานุ่ม และเข้าสู่นิทราในที่สุด....




.





.





.




.





“คุณเคียวครับ เช้าแล้ว.... กรุณาตื่นเถอะครับ”





เสียง แหบห้าวของบุรุษวัยฉกรรจ์ทรงผมรีเจนท์ในชุดพ่อบ้าน เรียกให้ชายหนุ่มที่อีกคนที่นอนอยู่บนเตียง ลืมตาตื่นขึ้นมาตามเสียงเรียก ชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ส่งเสียงเรียกอยู่เมื่อครู่จึงปราดเข้าไปช่วยพยุงบุรุษ ใบหน้างามขึ้นมานั่งพิงกับหัวเตียง ก่อนที่ตนเองจะเดินออกไปเปิดม่านหน้าต่างให้แสงแดดได้ส่องเข้ามาข้างใน แต่เพราะแสงแดดที่ส่องเข้ามานั้นได้สะท้อนกับกระจกหน้าต่างทำให้ห้องทั้ง ห้องสว่างไปทั่ว จึงทำให้ร่างบางบนเตียงทำหน้าเบ้ด้วยความไม่พอใจเท่าใดนัก หากแต่เป็นการสร้างรอยยิ้มเล็กๆให้กับพ่อบ้านหน้าคม กับท่าทางที่น่ารักของเจ้านายตนเอง.....



“คุณเคียวครับ ตื่นเช้าๆแบบนี้จะได้สดใส อีกอย่างแดดก็ไม่แรงมากด้วยเหมาะแก่การเดินเล่นมากเลยนะครับ”




คุ ซาคาเบะพูดเบาๆขณะที่กำลังอุ้มฮิบาริลงมานั่งยังรถเข็นตัวเก่าที่ใช้มาเป็น สิบปี ก่อนจะค่อยๆเข็นออกไปนอกห้อง ทั้งสองผ่านไปตามทางเดินกว้างขวางภายในคฤหาสน์สุดหรูที่มีที่งเมดและแม่บ้าน หลายสิบคนต่างค้อมศรีษะให้อย่างนอบน้อมก่อนจะเดินผ่านไป ฮิบาริเหม่อมองจุดต่างๆในคฤหาสน์ของเขาตามคำชี้ชวนของคุซาคาเบะที่พูดเจื้อย แจ้วไม่ขาดปากราวกับเขาเป็นเด็กน้อยเหมือนทุกวัน





ทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่สามารถพูดตอบอะไรออกไปได้........






เมื่อ มาถึงสวนน้ำพุขนาดใหญ่ภายในเขตของคฤหาสน์ พ่อบ้านของเขาจึงพาเจ้านายร่างบางนั่งชมธรรมชาติอยู่ข้างลานน้ำพุลวดลาย วิจิตรตระการตา ดวงตาสีนิลทอดเหม่อมองไปไกล เขาเห็นต้นไม้ต้นใหญ่ที่ถูกตัดแต่งกิ่งก้านอย่างดี ดอกไม้สีสวยๆที่ปลูกแซมอย่างมีศิลป์ นกตัวน้อยหลากหลายสายพันธ์บินไปบินมาอย่างมีอิสระ ไม่เหมือนตัวเขา.... ที่เกือบทั้งชีวิตไม่เคยสัมผัสคำว่าอิสระเลย........





“อย่าวิ่งสิ!!! ถ้าเกิดไปชนคุณหนูขึ้นมาจะทำยังไง!!!”




เสียง ตะโกนที่ดังขึ้นเรียกสติของฮิบาริขึ้นมาในทันใด ก่อนที่เขาจะหันขวับไปมองทางต้นเสียงที่มีเด็กน้อยอายุประมาณห้าขวบกำลัง ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งมาทางเขาโดยที่สายตาไม่ได้มองข้างหน้าเลย จึงทำให้ร่างจ่ำม่ำนั้นสะดุดเข้ากับพื้นอย่างช่วยไม่ได้......




เด็ก น้อยค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจากพื้นและเริ่มเบะปากจะร้องไห้ หากแต่ผู้หญิงคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาและอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นแนบอก เพื่อปลอบเด็กน้อยไม่ให้ร้องไห้ออกมาเป็นที่รำคาญของคุณหนูของบ้านนี้




“ทำไมไม่ระวังบ้างเลย ทีหน้าทีหลังหัดดูลูกชายตัวเองบ้างไม่ใช่ป่ลอยให้มาวิ่งวุ่นวายอยู่ในบริเวณนี้”




ผู้หญิง ที่ดูก็รู้ว่าเป็นหนึ่งในแม่บ้านของที่นี่รีบค้อมศรีษะขอโทษขอโพยคนทั้งคู่ เป็นการใหญ่ หลังจากฟังคำต่อว่าของพ่อบ้าน และรีบพาลูกน้อยออกจากบริเวณดังกล่าวให้เร็วที่สุด.....




ฮิ บาริแอบทอดมองตามเด็กน้อยที่แม่บ้านคนนั้นพาออกไปอย่างเลื่อนลอย พลางขยับริมฝีปากเบาๆที่ไม่รู้ว่าเขาต้องการเอ่ยอะไรออกมา คุซาคาเบะได้แต่เฝ้าดูเจ้านายของตนด้วยความสงสารจับใจ ถึงแม้จะรู้ใจเจ้านายตัวเองดีกว่าใครทั้งหมด แต่ตัวเขานั้นก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย......





ฮิบา ริ เคียวยะ ลูกติดของคุณหนูแห่งตระกูลผู้ดีญี่ปุ่นได้แต่งเข้ามาในตระกูลเศรษฐีใหญ่ชาว อิตาเลี่ยน พ่อเลี้ยงของเขารักเขาเหมือนกับลูกแท้ๆไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ตัวเขาเลย ถึงแม้จะรู้ว่าเขานั้นพูดไม่ได้มาตั้งแต่เกิด ตลอดเวลาที่เขาได้เข้ามาอยู่ที่นี่มีความสุขมาก ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนดังภาพฝันของใครหลายคนที่อยากจะมีครอบครัวแบบนี้ มันมีความสุขมากมายซะจนเขาไม่ต้องการสิ่งอื่นใดบนโลกนี้อีกแล้ว.....




ทว่า.... ความสุขทั้งปวงต้องมีอันได้สลายไป ..... วันหนึ่งข่าวร้ายที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับก็มาถึง ในวันที่ห้าพฤษภาคมวันเกิดปีที่สิบหาของเขา ขณะที่กำลังรอพ่อและแม่กลับบ้าน เพื่อที่จะได้ฉลองวันเกิดตามประสาพ่อแม่ลูกเช่นทุกปีมีอันต้องจบลง พ่อเลี้ยงและแม่ของเขาถูกลอบสังหารโดยคู่แข่งทางธุรกิจ สภาพศพถูกฟันจนเละไม่เหลือเค้าเดิม จะมีเพียงสิ่งเดียวที่ยืนยันได้ก็คือแหวนที่พ่อเลี้ยงและแม่ของเขาใส่ติดตัว กันเป็นประจำ....




แน่นอน.... ว่าข่าวร้ายนั้นมันทำร้ายจิตใจของเขามากมายแสนสาหัส เขารับไม่ได้กับความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงทำให้เขานั้นขาดสติและวิ่งออกไปนอกบ้านโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าคราวเคราะห์ ของเขาได้มาถึงแล้ว ..... รถยนต์คันสีดำขับเคลื่อนมาด้วยความเร็วสูงก่อนจะปะทะเข้ากับตัวเขาอย่าง จัง..... ร่างกายบอบบางราวแก้วของเขาลอยละลิ่วจากแรงชนเมื่อครู่ก่อนจะตกลงมากระแทก กับพื้นถนนด้วยความแรง......




ผลจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ตั้งแต่ต้นขาลงไปจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้างใช้การไม่ได้ตลอดชีวิต ตรงกันข้ามกับประสาทการได้ยินที่กลับมาใช้การได้ แต่เขาไม่สามารถพูดได้เท่านั้น........




ตั้งแต่นั้น มา..... เด็กหนุ่มที่ร่าเริงเสมอกลับกลายเป็นเด็กที่ซึมเศร้าและไม่แสดงความรู้สึก ใดๆออกมามากนัก ..... ก่อนที่พ่อเลี้ยงจะตายไป...... เขาได้มอบสมบัติทั้งหมดพร้อมทั้งโอนสิทธิในการดูแลฮิบาริแก่น้องชายคนเดียว ของเขา.....




เด็กหนุ่มที่เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มเต็มตัว ตลอดระยะเวลาสิบปี....เขาไม่เคยเห็นหน้าผู้ดูแลของเขาเลยตั้งแต่พ่อเลี้ยง ตายไป มีแต่ค่ากินค่าอยู่เท่านั้นที่มีมาให้เห็นและไม่ขาด ทีแรกเขาก็อยากจะพบเหมือนกันแต่นานวันเข้าเมื่อไม่มีวี่แววว่าจะได้เจอ ....เขาก็ทำใจและคิดว่าคงไม่ได้เห็นหน้าผู้ดูแลของเขาจนกว่าจะตาย.....





“คุณเคียวครับ.... กลับเข้าไปในคฤหาสน์กันเถอะครับ เมฆฝนเริ่มตั้งเค้าแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอาได้....”





เสียงพ่อบ้านคนสนิทของเขาเรียกให้เจ้านายที่ยังนั่งเหม่ออยู่มีสติขึ้นมา และค่อยๆเข็นรถของเจ้านายเข้ามาในคฤหาสน์....





แต่ เมื่อทั้งสองเข้ามาด้านใน..... ก็ต้องแปลกใจ เมื่อคฤหานส์ที่ปกติทุกวันจะต้องคึกคักไปด้วยแม่บ้านและเหล่าคนรับใช้เดิน สวนกันให้วุ่นวาย กลับเงียบงันไร้สิ้นซึ่งสุรเสียง .... ด้วยความสงสัย..... คุซาคาเบะจึงพาฮิบาริไปหยุดที่มุมเสาด้านหนึ่งที่พอจะบังทั้งตัวของร่างบาง มิดเพื่อความปลอดภัย..... ก่อนที่ตัวเขาเองจะเดินออกไปสำรวจยังที่ต่างๆภายในคฤหาสน์....




หลัง จากที่คุซาคาเบะได้ออกไปจนลับตาแล้ว ฮิบาริจึงค่อยๆเคลื่อนรถเข็นออกมาจากหลังเสาและไปเรื่อยๆยังทางเดินตรงกัน ข้ามกับคุซาคาเบะ ฮิบาริพาตัวเองผ่านห้องต่างๆ จ